เงินยูโร - เหรียญสิบบาทไทย

euro (คำย่อ EUR สัญลักษณ์ €)
1 มกราคม 2002 วันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประชากรกว่า 300 ล้านคนในประเทศที่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป สหภาพยุโรปมีสมาชิก 15 ประเทศ มี 12 ประเทศที่ตัดสินใจเข้าร่วมสหภาพเศรษฐกิจและการเงิน (Economische en Monetaire Unie: EMU) เพื่อร่วมใช้เงินสกุลเดียวกัน คือ ยูโร โดยมุ่งหวังว่าจะทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำธุรกิจข้ามชาติ บริษัทต่างๆ ไม่ต้องเสี่ยงในเรื่องการผันแปรของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อีกทั้ง ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยนเงินตรา

12 ประเทศนั้น คือประเทศใดบ้าง
ทวีปยุโรปเป็นที่ตั้งเกือบ 40 ประเทศ ในปี ค.ศ. 1992 มี 12 ประเทศได้รวมตัวกันจัดตั้งสหภาพยุโรป (De Europese Unie: EU) เพื่อส่งเสริมทางการค้าและความสันติสุข ซึ่งเมื่อปี ค.ศ.1995 มีเพิ่มเข้ามาอีก 3 ประเทศ รวมทั้งหมดเป็น 15 ประเทศ และจาก 15 ประเทศนี้ ประเทศที่ตัดสินใจเป็นสมาชิกของ EMU ตกลงใช้เงินสกุลเดียวกัน มี 12 ประเทศคือ เยอรมนี (Duitsland) อิตาลี (Italië) เนเธอร์แลนด์ (Nederland) กรีซ (Griekenland) (เข้าร่วมหลังสุด) ฝรั่งเศส (Frankrijk) ลักเซ็มเบิร์ก (Luxemburg) ออสเตรีย (Oostenrijk) ฟินแลนด์ (Finland) เบลเยี่ยม (België) ไอร์แลนด์ (Ierland) โปรตุเกส (Portugal) และสเปน (Spanje) (หลักช่วยความจำ จำเฉพาะอักษรหน้าแต่ละประเทศ "ding flof bips") ส่วนประเทศสมาชิกที่เหลือไม่เข้าร่วมคือ อังกฤษ เดนมาร์ก และสวีเดน

ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
ในการเข้าร่วม EMU ประเทศสมาชิกจะต้องบรรลุเกณฑ์สนธิสัญญามาสตริคต์ (Maastricht) ดังนี้

  1. การขาดดุลงบประมาณ จะต้องไม่เกินร้อยละ 3 ของ GDP
  2. หนี้สาธารณะ จะต้องไม่เกินร้อยละ 60 ของ GDP
  3. อัตราเงินเฟ้อ จะต้องไม่สูงเกินร้อยละ 1.5 ของอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของประเทศสมาชิกที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุด 3 ประเทศ

อัตราแลกเปลี่ยน ต่อ 1 ยูโร ของแต่ละประเทศสมาชิก
ธนาคารกลางยุโรป (Europese Centrale Bank: ECB ตั้งอยู่ที่เมืองแฟรงค์เฟิร์ต เยอรมนี มีนายวิม เดาย์เซินแบร์ก (Wim Duisenberg) จากเนเธอร์แลนด์ เป็นประธาน วาระปฏิบัติงาน 8 ปี) เป็นหน่วยงานกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา แต่ละประเทศสมาชิกจะไม่เท่ากัน

เยอรมนี 1.95583 มาร์ค (DEM)
อิตาลี 1,936.27 ลีร์ (ITL)
เนเธอร์แลนด์2.20371 กิลเดอร์ (NLG)
กรีซ340.750 ดรักมา (GRD)
ฝรั่งเศส 6.55957 ฟรังก์ (FRF)
ลักเซ็มเบิร์ก40.3399 ฟรังก์ (LUF)
ออสเตรีย13.7603 ชิลลิง (ATS)
ฟินแลนด์5.94573 มาร์ค (FIM)
เบลเยี่ยม40.3399 ฟรังก์ (BEF)
ไอร์แลนด์0.787564 ปอนด์ (IEP)
โปรตุเกส 200.482 เอสกุนโด (PTE)
สเปน166.386 เปเซตา (ESP)

ขั้นตอนการดำเนินการเงินสกุลยูโร
ปี 1993 เริ่มดำเนินการ สนธิสัญญามาสตริคต์มีผลบังคับใช้
ปี 1995 กำหนดให้เงินสกุลใหม่มีชื่อว่า "ยูโร" (euro)
ปี 1999 นำเงินสกุลยูโรเข้ามาใช้ในการทำธุรกรรมที่ไม่ใช้เงินสดทุกประเภท
ปี 2002 ทุกคนใช้เงินยูโรอย่างเป็นทางการ

คำว่า ยูโร ในหลายภาษา
เนื่องจากประเทศสมาชิกต่างๆ ใช้ภาษาต่างกัน คำ euro ย่อมออกเสียงต่างกันในแต่ละประเทศ แต่ละภาษา เช่น ไทยเราจะออกเสียงตามภาษาอังกฤษ คือ ยูโร ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ จะออกเสียง เออโร เยอรมัน - ออยโร สเปน อิตาลี - เอวโร เป็นต้น ส่วนสัญลักษณ์ ( ) คณะกรรมาธิการยุโรปเป็นคนคิด โดยได้รับแรงดลใจจากพยัญชนะกรีกและจากพยัญชนะต้นของคำ Europe เส้นคู่ขนานตรงกลาง แสดงถึงความมั่นคงภายในเขตยูโร

เหรียญกษาปณ์และธนบัตรยูโร
เหรียญกษาปณ์ จัดทำโดยรัฐบาลของประเทศสมาชิก มี 8 ชนิดราคา คือ 1, 2, 5 เซ็นต์ (สีทองแดง) 10, 20, 50 เซ็นต์ (สีทอง) 1 ยูโร (วงนอกสีทอง วงในสีโลหะขาว) และ 2 ยูโร (วงนอกสีโลหะขาว วงในสีทอง) มีขอบ ความหนา และขนาดแตกต่างกัน ทำให้จดจำได้ง่าย ลักษณะเหรียญ ด้านหน้า แต่ละประเทศจะออกแบบเอง โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ กลางเหรียญจะเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ ดวงดาว 12 ดวง และปี ค.ศ. ที่จัดทำเหรียญ ส่วนด้านหลังทุกเหรียญทุกประเทศ จะมีแผนที่ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป อยู่ท่ามกลางดวงดาว 12 ดวง (ฝั่งละ 6 ดวง) และตัวเลขอารบิกบอกราคาเหรียญ

ธนบัตรยูโร จัดพิมพ์โดยธนาคารกลางแห่งยุโรป (Europese Centrale Bank: ECB) มี 7 ชนิดราคาคือ 5, 10, 20, 50, 100, 200 และ 500 ยูโร มีสี และขนาดแตกต่างกัน (ใหญ่ขึ้นตามชนิดราคา) ยากต่อการปลอมแปลง เนื่องจากพิมพ์ด้วยกระดาษพิเศษทำจากเส้นใยฝ้าย อีกทั้งบางแห่งพิมพ์เป็นเส้นนูน จดจำได้ง่ายสำหรับทั้งบุคคลทั่วไปและคนตาบอด หรือคนที่มองเห็นไม่สมบูรณ์ ด้านหน้าธนบัตร จะมีรูปธงสหภาพยุโรป ชื่อย่อ ECB ในหลายภาษา ลายเซ็นประธาน ECB ลายน้ำ ราคาธนบัตร คำว่า ยูโร ในสองภาษา (ภาษาลาตินและภาษากรีซ) ภาพหน้าต่าง ประตู หรือประตูเมือง สัญลักษณ์แห่งการไม่ปิดกั้น ด้านหลังธนบัตรเป็นภาพสะพาน (เขียนจากจินตนาการ ไม่มีจริง) ซึ่งแสดงถึง ความร่วมมือกัน ธนบัตรนี้ทุกประเทศที่ใช้จะมีลักษณะเดียวกันหมดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

ลักษณะพิเศษของธนบัตร
ลายน้ำ
ด้านหน้า เบื้องซ้ายเป็นภาพ (หน้าต่าง ประตู หรือประตูเมือง) เดียวกับภาพประธานเบื้องขวาและตัวเลข ซึ่งมีความโปร่งแสงเป็นพิเศษ มองเห็นได้ชัดเมื่อยกธนบัตรส่องดูกับแสงสว่าง แต่หากพลิกดูด้านหลังจะกลับกัน
เส้นใยความปลอดภัย
ในเนื้อกระดาษฝังเส้นใยสีโลหะซ่อนไว้ตามด้านกว้าง ช่วงกลางๆ ของธนบัตร ภายในเส้นใยมีตัวอักษร EURO และตัวเลขโปร่งแสง มองเห็นได้ชัดเมื่อยกดูกับแสงสว่าง

ลักษณะพิเศษเพิ่มเติมของธนบัตรใบละ 5, 10 และ 20 ยูโร
- ด้านหน้า ขวามือ มีแถบโลหะสะท้อนแสง ตามความกว้างธนบัตร หากเอียงธนบัตร ในช่วงกลาง จะมีสัญลักษณ์ยูโร ( ) และตัวเลขซึ่งวางซ้อนกัน ส่วนถ้ายกขึ้นส่องแสงสว่าง เห็นชัดที่สุดคือ รอยปรุเล็กๆ เป็นสัญลักษณ์ยูโร และตัวอักษรคำว่า ยูโรในสองภาษา คั่นกลางด้วยตัวเลข ที่ตลอดแถบโลหะทั้งสองข้าง
- ด้านหลัง เยื้องไปทางซ้ายของช่วงกลางธนบัตร มีแถบประกายรุ้งตามแนวขวาง เมื่อเอียงธนบัตรไปมา แถบนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีต่างๆ พร้อมทั้งมีสัญลักษณ์ยูโร ( ) และราคาธนบัตรเรียงต่อกันลงมาปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน แถบประกายรุ้งนี้ถ้ามองจากด้านหน้าจะมองไม่เห็น

ลักษณะพิเศษเพิ่มของธนบัตรใบละ 50, 100 และ 200 ยูโร
- ด้านหน้า มุมล่างขวา มีดวงตราโลหะสะท้อนแสง เมื่อเอียงธนบัตรไปมาได้มุมมองที่เหมาะสม จะเห็นภาพหน้าต่าง ประตู หรือประตูเมืองเดียวกับภาพประธานทางซ้ายมือกับตัวเลขซึ่งวางอยู่ซ้อนกันอยู่ และวงสีต่างๆ เหมือนวิ่งไปมา
- หมึกพิมพ์พิเศษเปลี่ยนสีได้ ธนบัตรด้านหลังมุมล่างขวา จะมีตัวเลขบอกราคาชนิดธนบัตรเป็นสีม่วง เมื่อยกขึ้นส่องแสงสว่างหรือเอียงไปมา สีม่วงนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวมะกอกหรือสีน้ำตาล

สถานการณ์ในเนเธอร์แลนด์
ทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลได้เป็นอย่างดี มีการจัดตารางขั้นตอน กล่าวได้คร่าวๆ คือ

ตั้งแต่กันยายน 2001 ทางหน่วยเก็บรวบรวมเหรียญแห่งชาติเพื่อการกุศล เนื่องจากเงินยูโร (Nationale Eurocollecte/Coins for Care) จะจัดนำกล่องบริจาคไปวางรับเหรียญต่างประเทศไว้ตามธนาคาร ร้านค้าต่างๆ (ไปเดินเก็บตามบ้านด้วย ระหว่าง 14 ถึง 26 มกราคม 2002) รายได้มอบการกุศลกว่าร้อยโครงการ

ตั้งแต่กรกฏาคม 2001 ทางร้านค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ จะต้องติดราคาสินค้าในหน่วยกิลเดอร์ควบคู่หน่วยยูโร แต่ก็มีบางร้าน พิมพ์ตัวเลขยูโรใหญ่มาก ก่อให้เกิดปัญหาทำให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดได้เหมือนกัน นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 14-31 ธันวาคม 2001 บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป มีสิทธินำใบที่ทางรัฐจัดส่งมาให้พร้อมหลักฐานประจำตัว ไปแสดงขอรับเหรียญยูโรตัวอย่าง (eurokit) มูลค่า 3.88 ยูโร (8.55 กิลเดอร์) ได้ฟรีตามจุดกำหนดต่างๆ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสได้สัมผัสกับเหรียญ ก่อนที่จะมีการใช้จริง และอย่างน้อยก็มีเหรียญอยู่ในกระเป๋าเพื่อการจับจ่ายอยู่บ้าง ส่วนใครต้องการจะมีเหรียญมากกว่านี้ ทางการก็ได้มอบหมายให้ เช่น ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ บริการขายเหรียญยูโร ถุงละ 25.01 กิลเดอร์ (11.35 ยูโร)

เมื่อมีการใช้เงินสกุลยูโรจริง คือ 1 มกราคม 2002 ในเนเธอร์แลนด์ มีธนบัตรยูโร 360 ล้านใบ และเหรียญยูโร 2.8 พันล้านเหรียญออกหมุนเวียน ในการจ่ายเงินซื้อสินค้า มีการรณรงค์ สะดวกที่สุด ควรจ่ายด้วยเงินยูโร (ปรากฏว่ามีการใช้เงินยูโรสูงถึง 97%) อย่างไรก็ดี ทางการยังอนุโลมให้คงจ่ายเป็นเงินกิลเดอร์ได้ถึงวันที่ 28 มกราคม 2002 แต่สำหรับเงินทอนจะได้รับเป็นเงินยูโรอย่างเดียว ซึ่งด้วยวิธีนี้ เงินกิลเดอร์จะค่อยๆ หายไปจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เงินกิลเดอร์ที่เหลือหลัง 28 มกราคม สามารถนำไปแลกเป็นเงินยูโรได้ที่ธนาคาร หรือที่ Postbank ได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมจนถึงวันที่ 1 เมษายน 2002 และหลังจากนั้นภายใน 5ปี เหรียญกษาปณ์ คงนำไปแลกที่ธนาคารแห่งเนเธอร์แลนด์ (Nederlandse Bank) ได้ไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่ที่ธนาคารอื่นต้องเสีย ส่วนธนบัตรยังสามารถเก็บไว้ได้อีกนาน 30 ปี สำหรับเงินต่างประเทศ ของประเทศที่ตอนนี้ใช้เงินยูโร ธนบัตรสามารถนำไปแลกได้ที่ธนาคารจนถึงกรกฎาคม 2002 เสียค่าธรรมเนียมตามปกติ ส่วนเหรียญแลกไม่ได้เช่นเดียวกับเมื่อก่อนนี้ ในที่สุดหลังกรกฎาคม 2002 ใบธนบัตรจะถูกตัดทิ้ง และเหรียญกษาปณ์จะถูกหลอม นำไปใช้การอื่นๆ ได้

การนำเงินสกุลยูโรเข้าสู่ระบบตลาดเนเธอร์แลนด์ ถึงแม้จะติดขัดบ้างเล็กน้อย อย่างเช่น ในช่วงสองสามวันแรก ร้านค้ามีเงินเหรียญยูโรไม่พอทอน จึงต้องใช้เงินเก่าทอน แต่ทางการก็สามารถเร่งแก้ปัญหานี้ได้ทันที แล้วจากสิ่งที่ตื่นตระหนกกันว่า ตามร้านค้าต่างๆ จะเกิดชุลมุนวุ่นวาย คนเรียงแถวกันเป็นขบวน ปรากฏว่าทุกอย่างราบรื่นดี และสังเกตว่าพนักงานแคชเชียร์ หรือคนขายสินค้าต่างๆ รับกับสถานการณ์ได้ดีมาก เนื่องจากมีการอบรมพนักงานก่อนล่วงหน้า หรือไม่ก็จัดพนักงานเพิ่ม อีกทั้ง มีเครื่องคิดเงินที่ทันสมัย ใช้สะดวกมาก สามารถแสดงยอดเงินรับในสองสกุลและเงินทอนสกุลยูโรได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว หากเกิดความล่าช้า เห็นจะเป็นว่าทั้งคนซื้อและคนขาย มัวกลับเหรียญกันไปมา เพื่อดูตัวเลขว่าเป็นเหรียญอะไร บางคนพูดว่า ไม่ชินกับเหรียญใหม่ เพราะมากกว่าแต่ก่อน ซึ่งถ้าคิดให้ดีๆ เมื่อก่อนมี 6 เหรียญ มีเหรียญ 5, 10, 25 เซ็นต์ และ 1, 2.50, 5 กิลเดอร์ ตอนนี้มากกว่า 2 เหรียญเท่านั้น คาดว่าที่ทำให้รู้สึกยุ่งยาก เพราะมีเหรียญเล็กเหรียญน้อยเช่น 1 เซ็นต์ และ 2 เซ็นต์

การเปลี่ยนเงินสกุลช่วยให้คนคำนวณเก่งขึ้น
ตามอัตราแลกเปลี่ยน 2.20371 กิลเดอร์ เท่ากับ 1 ยูโร ถ้าคิดง่ายๆ ให้ปัดทศนิยมเหลือแค่ 2 ตัว ก็จะเป็น 2.20 ยูโร จะเห็นว่า แค่เงินหนึ่งกิลเดอร์ ความแตกต่างก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร เพราะน้อยนิดมาก แต่เวลานำไปคิดกับเป็นพัน หมื่น หรือแสนกิลเดอร์แล้ว ไม่ควรนำแค่ 2.20 ไปคิดเท่านั้น ควรจะนำทศนิยมทั้งหมดไปคิดด้วย แล้วค่อยปัดเศษให้เหลือแค่สองทศนิยม เช่น เงิน 1,000 กิลเดอร์ ถ้าใช้ทศนิยมสองหลักซึ่งปัดมาแล้ว (2.20) จะเท่ากับเงินยูโร 454.55 ยูโร แต่ถ้ายังไม่ปัดจุดทศนิยม (2.20371) จะเท่ากับ 453.78 ยูโร ต่างกัน 77 ยูโรเซ็นต์ ความแตกต่างดังตัวอย่างนี้ ในการใช้จ่ายชีวิตประจำวัน บางคนอาจละเลยไปได้ แต่สำหรับ เช่น นักบัญชีที่ต้องอาศัยความละเอียดและถี่ถ้วน จะทำให้ยุ่งยากมาก เพราะหากยอดต่างกันแค่ 1 เซ็นต์ก็จะปิดงบไม่ได้

ปัญหาอื่นๆ
ส่วนปัญหาอื่น ซึ่งคงจะต้องดูกันไปอีกสักระยะหนึ่ง คือเรื่องการปรับราคาสินค้าและการบริการต่างๆ จากการวิจัยขั้นต้น สรุปได้ว่าสินค้าและค่าบริการต่างๆ แพงขึ้น ซึ่งทางกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภค (Consumentenbond) ก็ได้เตือนว่า ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ อย่าได้ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า เพราะจะก่อให้เกิดผลเสียต่อค่าของเงิน จะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อได้ ตามหลักแล้ว การสินค้าต่างๆ มีราคาแพงขึ้น เนื่องด้วยมีการปัดเศษขึ้นให้เป็นจำนวนเต็ม หรือทำเป็นจำนวนที่จำง่ายๆ เช่น 10 15 20 25 ผู้บริโภคอาจจะปกป้องตนเองต่อการฉวยโอกาสของผู้ประกอบกิจการได้ โดยการคำนวณตามและเปรียบเทียบราคาสินค้าตามร้านต่างๆ ว่าที่ใดถูกที่สุด หรือไม่เช่นนั้นก็เลือกบริโภคแต่สินค้าที่จำเป็นเท่านั้น

หน่วยเงินยูโร เป็นสาเหตุให้คนจับจ่ายมากขึ้น
เนื่องจากสินค้าต่างๆ ตอนนี้ เป็นเงินยูโร คนยังไม่รู้สึกชินต่อค่าตัวเลขของเงิน ทำให้ดูเหมือนว่าของถูกลง เลยจับจ่ายซื้อของกันใหญ่ หรืออย่างเช่นเคยทิป 2 กิลเดอร์ ก็ยังคงทิปให้เป็นจำนวนเลข 2 อยู่ เลยหยิบเหรียญ 2 ยูโรให้ แต่นั่นมีค่าถึงเกือบ 5 กิลเดอร์ด้วยกัน เชื่อว่าสิ้นเดือนนี้คงจะกระเป๋าแฟบกันหลายราย เมื่อได้เห็นยอดจริงในบัญชีของตน

ธนบัตรปลอมเกิดขึ้นแล้ว
วันที่ 14 มกราคม ได้มีข่าวโทรทัศน์ว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นเจอธนบัตรปลอมเป็นแบงค์ 5 และ 10 ยูโรในสามเมือง ที่เจอมากที่สุดคือ Helmond โดยการสแกนแล้วพิมพ์กระดาษธรรมดา ดังนั้น ทางร้านค้าและผู้ซื้อเองก็ต้องระวังมากขึ้น อาจเช็คดูเบื้องต้นได้เอง ตามลักษณะพิเศษที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ดูที่ลายน้ำ (มีภาพหน้าต่างหรือประตูเดียวกับภาพประธานทางขวามือและราคาธนบัตร) เนื่องจากธนบัตรปลอมจะทำเลียนแบบไม่ได้

เหรียญ 2 ยูโรเหมือนกับเหรียญสิบบาทไทย
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2001 ได้มีข่าวลงหนังสือพิมพ์ NRC Handelsblad ว่า เงินเหรียญ 10 บาท ของไทย (มีค่า 24 ยูโรเซ็นต์) มีขนาดเท่ากับเหรียญ 2 ยูโร ซึ่งสามารถใช้หยอดตู้อัตโนมัติซื้อบุหรี่ เครื่องดื่ม ขนม หรือเล่นตู้พนันได้อย่างสบาย กำไร 8 เท่าตัว และต่อมา 23 พฤษจิกายน หนังสือพิมพ์ดังกล่าวยังได้ออกข่าวมาอีกว่า หากผู้ใดสนใจ อยากได้เงินเหรียญ 10 บาทไทย สามารถแลกได้ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก จากข่าวนี้ ท่านเอกอัครราชทูตไทย นายวศิน ธีรเวชญาณ ได้มีหนังสือชี้แจงไปทางกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ฯ กล่าวปฏิเสธว่าไม่มีมูลความจริง ไม่มีเจ้าหน้าที่สถานทูตคนไหนให้ข่าวออกไปอย่างนั้น และการใช้เหรียญสิบบาทไทยในกรณีนี้ ถือว่าผิดกฎหมายและต้องโทษด้วย พร้อมทั้งท่านทูตได้ขอให้มีการแก้ข่าวด้วย

ต่อมาเมื่อ 10 มกราคม 2002 น.ส.พ. ดังกล่าวลงข่าวอีกว่า จากการทดสอบใช้เหรียญ 10 บาทไทยในตู้ขายสินค้าอัตโนมัติต่างๆ ปรากฎว่า ใช้หยอดตู้ขายตั๋วโดยสารของการรถไฟ เครื่องดื่ม ขนม ตู้เกมส์พนัน และเครื่องจ่ายที่จอดรถต่างๆ ได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนตู้ทั้งหมด ส่วนครั้งล่าสุดข่าวโทรทัศน์เมื่อ 14 มกราคม ออกข่าวว่ามีเหรียญ 10 บาทไทยใช้มากที่ตู้อัตโนมัติเล่นเกมส์พนัน นอกจากนี้ยังมีการทดสอบนำเหรียญไทยไปซื้อของที่ร้าน เพื่อทดสอบผู้ขาย ปรากฏว่า คนขายรับเหรียญ แล้วทอนเงินให้เรียบร้อย???!!!

ค่าเงินยูโรเป็นเงินบาท
ตามที่ทราบกันแล้วว่าค่าของเงินจะไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ตัวเลขในหน่วยยูโรจะดูเหมือนว่ามีค่าน้อย สำหรับท่านที่ส่งเงินไปเมืองไทย จะให้ครอบครัวก็ดี ติดต่อธุรกิจการงานก็ดี ผู้รับซึ่งอยู่ที่เมืองไทย ช่วงแรกๆ เมื่อดูยอดเงินโอนแล้วอาจใจหาย คิดว่าได้รับเงินน้อยลง ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนก่อนหน้านี้ 1 กิลเดอร์ ประมาณ 16 บาท ขณะนี้ 1 ยูโร จะประมาณ 38 บาท (เช็ค Rate แลกเปลี่ยนเงินตราได้ที่เว็บธนาคารไทยต่างๆ)

รายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินยูโร สามารถดูได้ที่เว็บไซด์ต่อไปนี้

เงินยูโรwww.euro.nl
เหรียญกษาปณ์และธนบัตรยูโรชนิดต่างๆwww.euro-media.nl/
ประวัติเหรียญกษาปณ์ไทยwww.trd.mof.go.th/thai/regal3.htm
ชนิดเหรียญกษาปณ์ไทยwww.trd.mof.go.th/mint/products.htm
ชนิดธนบัตรไทยwww.bot.or.th
สหภาพยุโรปwww.moc.go.th/thai/dbe/group/eu.htm
คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปในประเทศไทยwww.deltha.cec.eu.int
ธนาคารกลางยุโรปwww.euro.ecb.int
คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปในเนเธอร์แลนด์www.eu.nl

(17 มกราคม 2545)


Home